เราจะรู้ตัวว่าอ้วนเมื่อไหร่?

เราจะรู้ตัวว่าอ้วนเมื่อไหร่?

     คุณๆ ทั้งหลายคนสงสัยเกี่ยวกับเรื่องของการจำกัดความอ้วนหรือไม่คะ ว่าเมื่อไหร่เราถึงจะเรียกคนๆ หนึ่งว่า “อ้วน” ได้ จะต้องมีน้ำหนักตัวแค่ไหน ต้องมีไขมันเยอะเท่าไหร่ พุงโตแค่ไหนกัน หากเราเริ่มจากศูนย์ วันนี้เรามีวิธีสังเกตมาฝากกันค่ะ มาดูกันเลย…

  สังเกตพุงของตัวเอง

  • ถ้าคุณมีพุงก็ถือว่าคุณเริ่มอ้วนแล้วล่ะค่ะ

  การหาค่า BMI (body mass index ) หรือเรียกว่า “การหาดัชนีมวลกาย”

  • โดยการนำน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมมาหารด้วยความสูงเป็นเมตรกำลังสอง ก็จะได้ค่า BMI ออกมาค่ะ ทางองค์การอนามัยโลกได้กำหนดค่าปกติอยู่ระหว่าง 18.5-24.9 แต่เนื่องจากคนในแถบเอเชียมีโครงสร้างร่างกายผอมบาง และเล็ก องค์การอนามัยโลกจึงกำหนดให้ชาวเอเชียมี BMI ไม่เกิน 23 นั่นเองค่ะ แต่เราจะดูที่ BMI อย่างเดียวไม่ได้นะคะ เพราะบางคนมี BMI สูง แต่เป็นกล้ามเนื้อทั้งนั้นไม่มีไขมันมากแทรกเลย ดังนั้นการดูที่ค่า BMI จึงเป็นแค่การสังเกตแบบคร่าวๆ เท่านั้นเอง จะต้องดูที่ส่วนประกอบอื่นๆ ด้วยค่ะ เช่น ดูที่พุงตัวเอง เพราะปกติแล้วคนเราจะมีพุงเล็กกว่าสะโพก ถ้าหากว่าใครมีพุงใหญ่กว่าสะโพกก็ถือได้ว่าอ้วนมากแล้วแล้วล่ะค่ะ โดยทั่วไปแล้วคนเราไม่น่าที่จะมีพุงที่ใหญ่เกินกว่า 36 นิ้ว นะคะ

  เหตุผลที่อ้วน

  • คนอ้วนมักจะรับประทานอาหารมากเกินกว่าที่ร่างกายจำเป็น รับประทานมากกว่าที่ร่างกายจะนำไปใช้นั่นเองค่ะ
  • คนอ้วนได้แก่ผู้ที่รับพลังงานหรืออาหารเข้าไปในประมาณที่เกินกว่าร่างกายต้องการ โดยส่วนมากแล้วอาหารที่ให้พลังงานแก่เราได้มาจาก 3 แหล่ง ด้วยกันค่ะ ได้แก่ ไขมัน แป้ง และโปรตีน

  วิธีควบคุมอาหารเพื่อการลดน้ำหนัก

  • ให้รับประทานผักและผลไม้ที่แข็งและมีสีเขียวเยอะๆ นะคะ รับประทานปลา (ยกเว้นไข่ปลาค่ะ เพราะจะทำให้อ้วนได้) หรือจะรับประทานไก่ก็ได้นะคะ แต่แนะนำเป็นไก่ที่ไม่มีหนังแทน คุณสามารถรับประทานข้าวได้บ้างเมื่อหิว แต่ให้เน้นไปที่ผักมากกว่าข้าวค่ะ
  • ร่างกายของเราจะสามารถรู้ได้ว่าอิ่มเมื่อไหร่นั้นจะต้องใช้เวลาถึง 20 นาที เลยล่ะค่ะ เพราะฉะนั้นให้คุณค่อยๆ รับประทานนะคะ อาจเริ่มด้วยการรับประทานอ่อนๆ พวกซุปผัก แล้วจึงตามด้วยสลัด ปลา และข้าวตามลำดับค่ะ แต่ถ้าหาว่าคุณหิวมาก็ให้รับประทานผักเข้าไปมากๆ และให้คุณค่อยๆ เคี้ยวนะคะ
  • แนะนำให้แบ่งอาหารที่เรารับประทานเข้าไปในแต่ละมื้อ ออกเป็น 3 มื้อนะคะ แทนที่คุณจะรับประทาน 1-2 มื้อต่อวัน เพราะในการรับประทานอาหารแต่ละครั้ง ร่างกายของคุณต้องการใช้พลังงาน แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่าปริมาณพลังงานที่เราได้รับประทานเข้าไปในแต่ละวันนั้นต้องเท่ากันนั่นเองค่ะ

  การออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก

  • คุณควรจะออกกำลังกายให้เหนื่อยหรือหอบเพียงเล็กน้อยก็พอนะคะ ยังพอพูดได้อยู่ ไม่ใช่ออกกำลังกายจนตัวเองเหนื่อยเกินไป และควรออกกำลังกายอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ จะดีที่สุดค่ะ
  • คุณรู้หรือไม่คะว่าการออกกำลังกายที่ง่ายและสะดวกที่สุด ก็คือ “การเดิน” เหมาะสำหรับผู้ที่อ้วนมากๆ สูงอายุ และผู้ที่ข้อเข่า ข้อเท้าไม่ดีมากๆ เลยล่ะค่ะ
  • ควรเปลี่ยนวิธีการออกกำลังกายไปเรื่อยๆ นะคะเพื่อเป็นการป้องกันการบาดเจ็บได่ตาะ เช่น บางวันเราอาจจะว่ายน้ำ วันต่อมาเราก็วิ่ง ปั่นจักรยาน แบบบนี้เป็นต้นค่ะ

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ “ยาลดความอ้วน”

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ “ยาลดความอ้วน”

            ยาลดความอ้วนนั้น เป็นตัวการหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคเสียชีวิตได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการที่ผู้บริโภคไม่รู้เท่าทันอันตรายที่มากับยาลดความอ้วน ขณะเดียวกันเพราะการหลงเชื่อโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ ตลอดจนยาดังกล่าวหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาทั่วไป สำหรับยาลดความอ้วนนั้นแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ตามตำแหน่งของการออกฤทธิ์ โดยกลุ่มแรกเป็น ยาออกฤทธิ์ที่ทางเดินอาหาร ได้แก่

 สารที่พองตัวในกระเพาะอาหารโดยไม่ถูกย่อยสลายให้เป็นพลังงาน เช่น Glucomannanซึ่งเป็นแป้งที่เป็นเส้นใยธรรมชาติสกัดจากหัวบุก แม้ไม่พบว่าสารกลุ่มนี้มีอันตรายโดยตรง แต่พบผลทางอ้อม เช่น หากรับประทานโดยดื่มน้ำไม่มากพอ อาจทำให้ทางเดินอาหารอุดตันและทำให้อุจจาระแข็งตัว

 สารยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไลเปส (Lipase) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ย่อยไขมันให้อยู่ในรูปที่ร่างกายนำไปใช้ได้ ยาลดความอ้วนประเภทนี้ออกฤทธิ์ทำให้ไขมันประมาณ 1 ใน 3 ที่รับประทานเข้าไปไม่ถูกดูดซึม แต่ก่ออาการข้างเคียงคือ ไม่สามารถกลั้นอุจจาระได้ และอุจจาระจะไม่เกาะรวมกัน ขณะเดียวกันก็จะมีก๊าซและไขมันขับออกมาด้วย ทำให้การดูดซึมวิตามินที่ละลายไขมันผิดปกติ

ส่วนกลุ่มที่ 2 เป็นยาออกฤทธิ์ที่สมองส่วนกลาง ซึ่งยากลุ่มนี้เป็นการมุ่งลดความอยากอาหาร หรือทำให้เกิดความรู้สึกอิ่ม โดยเพิ่มสารเคมีในสมองที่มีชื่อว่า Serotonin หรือ Catecholamine ซึ่งออกฤทธิ์ควบคุมความอยากอาหารและอารมณ์ และยาลดความอ้วนในกลุ่มที่ 2 นี้เองที่นำไปสู่อาการข้างเคียงที่ส่งผลต่อสุขภาพ บางชนิดส่งผลต่อลิ้นหัวใจ บางชนิดทำให้นอนไม่หลับ กระวนกระวาย ปวดศีรษะ ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็ว ปากแห้ง เหงื่อออก คลื่นไส้ และหากใช้ไปนานๆ อาจเกิดภาวะติดยาได้

จากผลดังกล่าวนี้ คือสาเหตุที่ทำให้ยาลดความอ้วนบางชนิดถูกเพิกถอนจากทะเบียนตำรับยา ซึ่งบางชนิดเป็นยาที่ห้ามขายในร้านทั่วไป เพราะจัดอยู่ในประเภทสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทที่ต้องสั่งใช้โดยแพทย์เท่านั้น ซึ่งคำแนะนำที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้บริโภคต้องตรวจสอบข้อมูลให้ดี เมื่อคิดที่จะลดความอ้วนโดย “การใช้ยา”

และที่สำคัญไม่ควรหลงเชื่อคำโฆษณาที่ชี้ชวนให้เห็นแต่ผลดี โดยละเลย “ด้านมืด” ที่ไม่ว่าจะอ้วนแค่ไหนก็ไม่คุ้มพอที่จะเสี่ยง เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าการลดน้ำหนักที่ปลอดภัยนั้นยังมีวิธีอยู่มากมาย แม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องง่ายแต่อย่างไรก็ควรที่จะใจเย็นๆ เพราะการลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกาย การควบคุมอาหารนั้น จะให้ผลยั่งยืนกว่าการใช้ยานั่นเอง

ดังนั้นสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จึงได้ออกมาเผยให้ทราบถึงการแบ่งชนิดของยาลดความอ้วนที่มีจำหน่ายมากมายในท้องตลาด ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นข้อควรระวังในการเลือกรับประทานหรือซื้อยาลดความอ้วน ให้กับผู้ที่นิยมรับประทานยาลดน้ำหนัก

*ทุกคนควรหันมาออกกำลังกายดีกว่าไปพึ่งยาลดความอ้วน เพราะถ้าเราไม่ได้ลดดั่งใจหวังไว้ ยังทำลายต่อสุขภาพอีกด้วย


ทานมื้อดึกอย่างไรไม่ให้อ้วน

ทานมื้อดึกอย่างไรไม่ให้อ้วน

ดูเหมือนว่าการรับประทานมื้อดึกสำหรับสาวๆ จะเป็นเรื่องที่อันตรายต่อรูปร่างและสุขภาพเป็นอย่างมากนะคะ แล้วต้องทำอย่างไรดีล่ะคะ ถึงจะยังรับประทานอาหารมื้อดึกได้โดยที่เราไม่เสี่ยงกับการมสุขภาพที่แย่ลง งั้นเรามาดูกันเลยดีกว่าค่ะ…

>> ปรับเปลี่ยนนิสัยที่ช่างกิน
คนเรามีเหตุผลหลายอย่างที่ทำให้รับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์เข้าสู่ร่างกาย คนบางคนอาจจะรับประทานไปตามอารมณ์ของตัวเองในขณะนั้น อย่างเช่น ทานแก้เครียด แก้เบื่อ ในบางครั้งเราก็หิยบอาหารขยะเข้าปากโดยที่ไม่ทันยั้งคิดในขณะที่ดูทีวี ฟังเพลง หรือใช้คอมพิวเตอร์อยู่ บ่อยครั้งเลยทีเดียวล่ะค่ะที่เรามักจะเผลอแบบนี้ขณะที่กำลังพักผ่อนหย่อนใจ จนทำให้ติดนิสัยโดยไม่รู้ตัว

>> เลิกล้มความเชื่อเดิมเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร
การที่เราจะรับประทานอาหารในเวลาสายของวัน แทนที่จะเป็นเวลาก่อนหน้านั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้น้ำหนักตัวของเราเพิ่มขึ้นตามไปด้วย สิ่งที่สำคัญอยู่ที่ปริมาณแคลอรีที่เราได้ในแต่ละวันต่างหากละคะ ไม่ว่าเราจะรับประทานในเวลาใดก็ตาม ถ้าหากว่ารับประทานมากกว่าเกินกว่าที่ร่างกายของเราต้องการ ร่างกายส่วนต่างๆ ของเราก็จะเก็บแคลอรีส่วนนั้นเอาไว้ และกลายมาเป็นไขมันที่พอกพูนตามส่วนต่างๆ ของร่างกายของเรา การที่เราจะควบคุมนิสัยชอบทานของจุกจิกในตอนเย็น จะทำให้การควบคุมน้ำหนักของเราเป็นไปได้ง่ายขึ้นค่ะ เพราะเราจะได้รับแคลอรีน้อยลง เมื่อนำไปนับรวมกับแคลอรีทั้งหมดที่เราได้รับในแต่ละวันนั่นเองค่ะ

>> วางแผนการรับประทานอาหารให้เหมาะสม
อาหารเช้าและอาหารกลางวันที่เหมาะสมในแต่ละวัน ควรจะมีปริมาณของโปรตีนที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องของร่างกาย เพื่อเป็นการทำให้สมองของเราตื่นตัว และไม่หิวด้วยค่ะ รวมทั้งการรับประทานอาหารว่างที่มีผลดีต่อสุขภาพ เมื่อเรารู้สึกเกิดอยากทานอะไรสักอย่าง เช่น ผลไม้ หรือธัญพืชต่างๆ ที่ไม่ผ่านการขัดสี เพื่อเป็นการรักษาระดับของน้ำตาลในเลือด โปรตีนเชค และผลไม้ ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจนะคะ หรือไม่ก็ลองรับประทานโยเกิร์ตชนิดไม่มีไขมันพร้อมด้วยผลไม้ หรืออาจจะทานข้าวโอ๊ตผสมด้วยผงโปรตีนก็ได้ค่ะ เพราะอาหารเหล่านี้เป็นอาหารว่างที่มีรสชาติอร่อย และไม่ต้องไปกังวลกับแคลอรีที่จะตามมาด้วยล่ะค่ะ


อาหารเพิ่มพลังช่วงลดน้ำหนัก

อาหารเพิ่มพลังช่วงลดน้ำหนัก

ใครที่อยู่ในช่วงลดน้ำหนัก ลดอาหาร แล้วทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรงเอาเสียเลย เราจึงมีอาหารที่ช่วยเพิ่มพลังมาแนะนำเพื่อนๆ ค่ะ…

>> ข้าวโอ๊ตอบ (คอร์นเฟลค)
การเลือกข้าวโอ๊ตอบ (คอร์นเฟลค)นั้น ควรเลือกเป็นชนิดที่ไม่เคลือบน้ำตาลนะคะ เพราะเป็นการเพิ่มพลังยามเช้าได้เป็นอย่างดีเลยล่ะค่ะ หากได้นมไขมันต่ำ หรือโยเกิร์ต และผลไม้สดๆ ด้วยล่ะก็ จะเป็นอาหารเช้าที่เพอร์เฟคที่สุดเลยล่ะค่ะ อาหารเหล่านี้นอกจากจะให้พลังงานแก่กล้ามเนื้อแล้วยังให้โปรตีนและสารอาหารที่จำเป็นต่อการทำงานของสมองของเราอีกด้วยล่ะค่ะ

>> น้ำเปล่า
น้ำเปล่านี่แหละค่ะ ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วในยามที่รู้สึกเหนื่อยล้า  ควรดื่มน้ำให้มากๆ เราควรมีน้ำไว้ติดตัวเสมอเพื่อเอาไว้ดื่มเวลาที่เรารู้สึกกระหาย ประโยชน์ของการดื่มน้ำไม่เพียงช่วยดับร้อนเท่านั้น ยังช่วยทำให้ผิวพรรณของเราสดใสขึ้นด้วยล่ะค่ะ และยังช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานสะดวกและคล่องตัวมากขึ้นด้วยค่ะ ปัญหาท้องผูกก็จะหมดไปด้วยล่ะค่ะ

>> กล้วยสุก
เพียงกล้วยสุก 1 ผล ก็สามารถเป็นอาหารสำหรับสาวๆ ที่กำลังลดน้ำหนักได้แล้วล่ะค่ะ เพราะว่าช่วยเพิ่มพลังออกกำลังกายได้เป็นอย่างดี  กล้วยเป็นอาหารที่ทรงพลังและยังอุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร และเกลือแร่อีกหลายชนิด เช่น วิตามินเอ บี และซี อีกด้วยค่ะ โดยเฉพาะวิตามินซี และเอ จะช่วยทำให้หน้าตาของเราสดชื่น แจ่มใส ไม่อิดโรย แม้ว่าจะเสียเหงื่อและออกแรงไปมากแค่ไหนก็ตามค่ะ

>> แครอท
ลองเปลี่ยนมาดื่มน้ำแครอทปั่นสดๆ กันดูสิคะ จะช่วยทำให้อารมณ์แจ่มใสขึ้น และมีวิตามินเอ และซี ที่ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายของเราด้วยล่ะค่ะ นอกจากนี้ยังช่วยทำให้ผิวพรรณสดใสอีกด้วยนะคะ

>> มันฝรั่ง
เราเข้าใจกันมาตลอดว่ามันฝรั่งทำให้อ้วน บอกไว้เลยนะคะว่าคุณเข้าใจผิดแล้วล่ะค่ะ เพราะมันฝรั่งจัดเป็นอาหารที่ให้พลังงานอย่างยอดเยี่ยมเลยล่ะค่ะ แทนที่เราจะรับประทานขนมขบเคี้ยว เราควรหันมากินมันฝรั่งดีกว่าไหมคะ อาจจะเป็นมันฝรั่งต้ม บด หรืออบก็ได้เช่นกันค่ะ เพราะในมันฝรั่งนั้นประกอบไปด้วยธาตุเหล็ก วิตามินเอ บี 1 บี 2 บี 6 และโพแทสเซียม ถ้าจะให้ดีควรเลี่ยงมันฝรั่งทอด หรือเฟรนฟรายด์ สแน็ก นะคะ เพราะมีแคลอรีสูงถึง 500 กิโลแคลอรี ในปริมาณ 100 กรัม เมื่อเทียบกับมันฝรั่งบดในปริมาณเท่ากัน ซึ่งให้แคลอรีเพียง 85 กิโลแคลอรีเท่านั้นค่ะ